กำเนิดดาวเทียมสัญชาติไทย

กำเนิดดาวเทียมสัญชาติไทย
ดาวเทียมสัญชาติไทยนั้นเริ่มต้นจริงจังขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2534 โดยสัญญาดำเนินกิจการสื่อสารดาวเทียมภายในประเทศไทยระหว่าง กระทรวงคมนาคม โดยนายนุกูล ประจวบเหมาะ รมว.กระทรวงคมนาคม กับ บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด โดย พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
โดยที่กระทรวงคมนาคมได้ออกประกาศเรื่อง ข้อกำหนดในการทำข้อเสนอขอรับสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ลงวันที่ 20 กันยายน 2533 ให้ภาคเอกชนที่สนใจยื่นข้อเสนอขอรับสัมปทาน
โดยที่กระทรวงคมนาคมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเสนอของบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด เป็นที่พอใจของกระทรวง และเห็นชอบโดย ครม. จึงอนุมัติให้ บริษัท ชินวัตรฯ ได้รับสัมปทาน เป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ดาวเทียมสัญชาติไทย...
ไทยคม 1 และ ไทยคม 2

ดาวเทียมไทยคม 1A ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2536ในพิกัดตำแหน่ง 78.5 องศาตะวันออก และย้ายไปที่ 120 องศาตะวันออกเมื่อ พฤษภาคม 2540 ส่วนดาวเทียมไทยคม 2 ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2537 อยู่ที่ตำแหน่งวงโคจร 78.5 องศาตะวันออก แทนพิกัดเดิมของ ดาวเทียมไทยคม 1A ดาวเทียมทั้ง 2 ดวงเป็นดาวเทียมรุ่น HS-376 แบบ Dual Spin ผลิตโดย บริษัท ฮิวจ์ แอร์คราฟท์ ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือบริษัทโบอิ้งในปัจจุบัน
พื้นที่การให้บริการย่านความถี่ C-Band ของดาวเทียมไทยคม 1A และดาวเทียมไทยคม 2 ครอบคลุมประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลี ญี่ปุ่น และชายฝั่งตะวันออกของประเทศจีน ส่วนพื้นที่การให้บริการในย่านความถี่ Ku-Band ของดาวเทียมไทยคม 1A และดาวเทียมไทยคม 2 ครอบคลุมประเทศไทย และประเทศในแถบอินโดจีน
จำนวนช่องสัญญาณในย่าน C-Band ดาวเทียมไทยคม 1A มีจำนวน 12 ทรานสพอนเดอร์ (Transponders) ดาวเทียมไทยคม 2 มีจำนวน 10 ทรานสพอนเดอร์ โดยความถี่ของช่องสัญญาณของดาวเทียมทั้งสองดวงอยู่ที่ 36 MHz ส่วน Ku-Band ดาวเทียมไทยคม 1A และดาวเทียมไทยคม 2 มีจำนวนดวงละ 3 ทรานสพอนเดอร์ โดยความถี่ช่องสัญญาณของดาวเทียมทั้งสองดวงอยู่ที่ 54 MHz มีอายุการใช้งาน 15 ปี
ไทยคม 3

ดาวเทียมไทยคม 3 เป็นดาวเทียมรุ่น 3 แกน (3-Axis) ผลิตโดย บริษัท อัลคาเทล สเปซ ซิสเต็ม ประกอบด้วยย่านความถี่ C-Band จำนวน 25 ทรานสพอนเดอร์ และย่านความถี่ Ku-Band จำนวน 14 ทรานสพอนเดอร์
ดาวเทียมไทยคม 3 ถูกส่งเข้าสู่วงโคจรในตำแหน่ง 78.5 องศาตะวันออก เมื่อ 16 เมษายน 2540โดยย่านความถี่ C-Band Global Beam ของไทยคม 3 ครอบคลุมพื้นที่ 4 ทวีป คือเอเชีย, ยุโรป, ออสเตรเลีย และแอฟริกา ส่วนพื้นที่การให้บริการของ Spot Beam ในย่าน Ku-Band นั้นครอบคลุมประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคอินโดจีน ส่วน Steerable Beam ในย่านความถี่ Ku-Band ของดาวเทียมไทยคม 3 สามารถให้บริการในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในสี่ทวีปได้อีกด้วย มีจำนวนช่องสัญญาณ C-Band Global Beam จำนวน 7 ทรานสพอนเดอร์ C-Band Regional Beam จำนวน 18 ทรานสพอนเดอร์ และมีช่องสัญญาณในย่านความถี่ ซีแบนด์ เท่ากับ 36 MHz ส่วนในย่าน Ku-Band นั้น Ku-Band Spot Beam จำนวน 7 ทรานสพอนเดอร์ แบ่งเป็น 2 ช่องทรานสพอนเดอร์ มีความถี่ของช่องสัญญาณ เท่ากับ 54 MHz ส่วนอีก 5 ช่องทรานสพอนเดอร์ มีความถี่ของช่องสัญญาณเท่ากับ 36 MHz และ Ku-Band Steerable Beam มีความถี่ของช่องสัญญาณเท่ากับ 36 MHz
ดาวเทียมไทยคม 4 (IP Star)

เรียกได้ว่าเป็นดาวเทียมแบบ Interactive ดวงแรกหรือพูดให้เข้าใจได้ง่าย ก็คือสามารถเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมดวงนี้ได้ โดยใช้เทคโนโลยีการกระจายคลื่นแบบรังผึ้งคล้ายกับที่ใช้ในระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผนวกกับระบบจานสายอากาศดาวเทียมแบบใหม่ ทำให้ดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) สามารถนำความถี่กลับมาใช้งานใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้การรับส่งสัญญาณเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังใช้ระบบบริหารการรับ-ส่งสัญญาณตามสภาพความต้องการการใช้งานของผู้ใช้ เพื่อทำให้การส่งสัญญาณมีประสิทธิภาพสูงสุด ดาวเทียม ไอพีสตาร์ สามารถรับส่งข้อมูลได้ถึง 45 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) ซึ่งสูงกว่าดาวเทียมปกติถึง 20 เท่า ทำให้สามารถรองรับความต้องการใช้งาน อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จำนวนมากได้นับล้านคน
จำนวนบีม Ku-Spot Beam 84 บีม Ku-Shape Beam 3 บีม Ku-Broadcast Beam 7 บีม ความสามารถในการรับส่งข้อมูล 45 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) เทียบเท่ากับมากกว่า 1,000 ทรานสพอนเดอร์ แบบความถี่ 36 เมกะเฮิร์ตซ ของดาวเทียมทั่วไป อยู่ที่ตำแหน่งวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก
ดาวเทียมไทยคม 5
ดาวเทียมไทยคม 5 เป็นดาวเทียมรุ่น 3 แกน ผลิตโดย บริษัท อัลคาเทล อาลีเนีย สเปซ ประกอบด้วยย่านความถี่ C-Band จำนวน 25 ทรานสพอนเดอร์ และย่านความถี่ Ku-Band จำนวน 14 ทรานสพอนเดอร์ โดยย่านความถี่ C-Band Global Beam ของไทยคม 3 ครอบคลุมพื้นที่ 4 ทวีป คือเอเชีย, ยุโรป, ออสเตรเลีย และแอฟริกา ส่วนพื้นที่การให้บริการของ Spot Beam ในย่านความถี่ Ku-Band นั้นครอบคลุมประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคอินโดจีน ส่วน Steer able Beam ในย่านความถี่ Ku-Band ของดาวเทียมไทยคม 5 ครอบคลุมประเทศเวียดนาม และประเทศในภูมิภาคอินโดจีนมีตำแหน่งอยู่ที่ 78.5 องศาตะวันออก

ดาวไทยสร้างดวงแรก ก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์วิศวกรรมโทรคมนาคมไทย
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ได้มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยให้มีความเป็นเลิศในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านวิศวกรรมโทรคมนาคมดังที่ทราบกันดีทั่วไป และได้มีผลงานวิศวกรรมในระดับนานาชาติที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา แม้แต่ด้านงานวิศวกรรมดาวเทียมที่ยากแม้แต่ประเทศที่มีเทคโนโลยีบางประเทศจะสามารถสร้างหรือกล้าลงทุน
ในราวปลายปี พ.ศ. 2538 ภาคธุรกิจมีความต้องการวิศวกรในสาขาวิศวกรรมโทรคมนาคมอย่างสูง โดยเฉพาะความเข้าใจเรื่องการสื่อสารผ่านดาวเทียม ที่ได้มีการขยายตัวออกไปในภูมิภาคนี้เป็นอย่างมาก แต่การผลิตบุคคลากรสาขานี้จำเป็นต้องมีการเรียนการสอนที่ถูกต้อง มีห้องปฏิบัติการให้นักศึกษาได้ทดลองอย่างจริงจัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครจึงได้ดำเนินโครงการถ่ายทอด เทคโนโลยี การออกแบบสร้าง และทดสอบดาวเทียมขนาดเล็กจาก The University of Surrey ประเทศอังกฤษ โดยได้เซ็นสัญญาความร่วมมือเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2538


มหาวิทยาลัยฯ ได้ส่งอาจารย์ของมหาวิทยาลัยฯ 11 คน และวิศวกร ของบริษัท UCOM 1 คน ไปเริ่มโครงการที่ประเทศ อังกฤษ เมื่อเดือน เมษายน 2539 ซึ่งคณะทำงานได้เรียนรู้พื้นฐานการ ออกแบบดาวเทียม การสร้าง และการทดสอบดาวเทียม
จากนั้นได้เริ่มลงมือทำการสร้างดาวเทียมเพื่อใช้งานจริง ชื่อ TMSAT (Thai Micro-Satellite) จนแล้วเสร็จสิ้นเมื่อเดือน เมษายน 2540 รวมเวลาทั้งสิ้น 1 ปีเต็ม “นับเป็นดาวเทียมดวงแรก ที่ออกแบบ และสร้างโดยคนไทย” อีกทั้งเป็นก้าวแรกที่ประเทศไทยเข้าสู่กิจการอวกาศ ดาวเทียม TMSAT ที่สร้างขึ้นถูกปล่อยเข้าสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2541 ด้วยจรวด Zenith-II จากฐานยิงเมือง Baikanur ประเทศ Kazakstan เมื่อเวลา 13.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย ดาวเทียม TMSAT ต่อมาได้รับ พระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานชื่อว่า ดาวเทียม 'ไทพัฒ' เมื่อเดือนตุลาคม 2541

ดาวเทียมไทพัฒ มีขนาด 35 x 35 x 60 ซม. 3 น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม โครงสร้างของดาวเทียม มีแผงโซลาเซลแบบ แกเลี่ยม อะเซไนด์ ติดอยู่โดยรอบ ภายในมีระบบคอมพิวเตอร์ 4 ชุด มีชุดสื่อสารย่านความถี่วิทยุสมัครเล่น 1 ชุด ส่วนการรักษาเสถียรภาพดาวเทียมสามารถทำให้กล้องถ่ายภาพชี้มายังโลกตลอดเวลาโดยใช้ Gravity gradient boom ที่มีน้ำหนักของ Tip mass 2 กิโลกรัมติดอยู่ที่ปลายยาว 6.28 เมตร Gravity gradient boom นี้ติดอยู่ด้านบนของดาวเทียม นอกจากนี้ยังมี 3-axis wheel และ Magnetorquer เพื่อควบคุมพิกัด
ปัจจุบันสถานีดาวเทียม ไทพัฒ ยังคงใช้เพื่อการศึกษาของนักศึกษาวิศวกรรมโทรคมนาคมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และยังใช้เป็นศูนย์การเรียนรู้โดยเปิดให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่น และหน่วยงานอื่นมาเยี่ยมชมเพื่อศึกษาอยู่เสมอ
ดาวเทียมธีออส
THEOS (Thailand Earth Observation Systems) เป็นดาวเทียมสำรวจข้อมูลระยะไกล (Remote Sensing) เพื่อใช้สำรวจทรัพยากรธรรมชาติEADS Astrium) ประเทศฝรั่งเศส ด้วยงบประมาณ 6,000 ล้านบาทของประเทศไทย โดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลฝรั่งเศส โดยมีสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) ดำเนินงานร่วมกับบริษัทเอียดส์ แอสเตรียม (

ดาวเทียมธีออส มีน้ำหนัก 750 กิโลกรัม มีวงโคจรสูงจากพื้นโลก 820 กิโลเมตร โคจรรอบโลกทุก 26 วัน มีกล้องถ่ายภาพ 2 กล้อง ที่ใช้ระบบซีซีดี สามารถบันทึกภาพจากการสะท้อนแสงของพื้นโลก ได้เป็นภาพขาวดำ (Panchromatic) ที่รายละเอียด 2 เมตร แต่ละภาพมีความกว้าง 22 กม. และภาพสเปกตรัมMultispectral) ที่รายละเอียด 15 เมตร แต่ละภาพมีความกว้าง 90 กิโลเมตร มีอายุการใช้งาน 5 ปี (

Conclusion
ในหน้าประวัติศาสตร์ดาวเทียมไทยเกิดขึ้นมาจาก ธุรกิจ การเมือง การศึกษา และธรณีวิทยา ตลอดจนดาวเทียมเพื่อความมั่นคงที่เราอาจไม่ค่อยคุ้นหู ข่าวลืออย่างไม่น่าเชื่อถือเคยอ้างว่า มีดาวเทียมไม่ปรากฎสัญชาติเหนือน่านฟ้าไทยนับร้อยดวง แม้ผู้เขียนเองก็เชื่อว่าอย่างน้อยก็ Google Earth ที่แอบมาถ่ายภาพเหนือน่านฟ้าไทย ให้เราเห็นแม้แต่สถานที่ที่มิเคยเปิดเผยให้คนทั่วไปเห็นมานับร้อยปี เช่น ค่ายทหาร หรือแม้แต่พระบรมราชวัง ดาวเทียมเช่นนั้นน่าจะถือว่าเป็นดาวเทียมจารกรรม
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดาวเทียม ของประเทศผู้นำเทคโนโลยีด้านโทรคมนาคมในโลกนั้น ก้าวหน้าจนเกินกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ หรือกฏหมายในประเทศเราจะตามทัน แน่นอนดาวเทียมยังมีอีกหลายประเภทการใช้งาน ที่ไม่เฉพาะประเทศผู้นำเทคโนโลยีจะแค่ละเมิดสิทธิการล่วงรู้ภูมิศาสตร์ของประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น เพราะในโลกนี้มีเทคโนโลยีที่คาดไม่ถึงอีกมากมาย...
อ้างอิง
1. http://en.wikipedia.org/wiki/Satellite
2. http://www.mut.ac.th/%7Ewwwtmsat/
3. http://www.thaicom.net/thai/default_main.aspx
4. http://www.gistda.or.th/Gistda/HtmlGistda/Html/ThIndexMain.html